เข้าถึงการกินปลาดิบแบบญี่ปุ่น

การกินปลาดิบ หรือ “ซาซิมิ” ในประเทศญี่ปุ่นมีมานาน ด้วยความสดของเนื้อปลา ไร้กลิ่นคาวทำให้การรับประทานปลาดิบเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน นอกจากจะได้สัมผัสรสชาติของเนื้อปลาแบบเต็มๆโดยไร้เครื่องเทศ ซอสกลิ่นฉุน และกระบวนการผ่านความร้อน หรือทำให้สุกที่อาจทำลายรสชาติที่แท้จริงของปลาได้ ดังนั้น เมนู “ปลาดิบ” จึงเป็นเมนูที่รังสรรค์ขึ้นมาสำหรับคนที่รักในรสชาติของปลาอย่างแท้จริง เพียงแค่นำเนื้อปลาดิบจิ้มกับซอสถั่วเหลือง และวาซาบิเล็กน้อย ทานเคียงกับผักหัวไชเท้าหั่นฝอยละเอียด เท่านี้ก็เป็นสุดยอดเมนูปลาดิบแล้ว

แต่เคล็ดลับความอร่อยไม่ได้หมดแค่นี้ เพราะกว่าจะมาเป็นเนื้อปลาดิบเสริ์ฟขึ้นโต๊ะได้นั้น ผ่านความพิถีพิถันมากมาย ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การแล่ และการนำก้างออก รวมถึงศิลปะในการหั่นที่พอดีคำและการจัดวางชิ้นปลา และผักเคียงแบบสไตล์ญี่ปุ่นที่ชวนหลงไหล ทำให้ผู้บริโภคสามารถลิ้มรสชาติของเนื้อปลาได้อย่างเต็มคำ โดยเฉพาะสุดยอดเนื้อปลาทูน่า หรือมากุโร่, ปลาโอหรือปลาทูยักษ์ และปลาเซลมอน เป็นต้น ในแต่ละส่วนก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป เพราะให้รสชาติสัมผัสที่แตกต่างกันไป บางชิ้นมีราคาที่สูงมาก เพราะมีแค่เฉพาะส่วนนิดเดียวจากตัวปลานั่นเอง

แต่การหา “ปลาดิบ” ที่ถูกใจมาทาน ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แม้จะมีให้เลือกหลายร้านทั้งซื้อกลับมารับประทานเองหรือนั่งรับประทานที่ร้าน แม้จะชื่นชอบปลาดิบเพียงใดหลายคนก็เลือกที่จะไม่ซื้อหรือไม่สั่งมารับประทานเนื่องจากหวาดกลัวเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย เพราะถ้าหากท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษขึ้นมาคงหมดสนุกแน่ ซึ่งเรามีวิธีในการเลือกปลาดิบ ที่จะไม่ทำให้คนที่ชอบกินปลาดิบต้องพลาดความอร่อยอีกต่อไป

หากท่านเป็นคนที่ชอบซื้อปลาดิบตามซูปเปอร์มาเก็ตมารับประทานเอง แนะนำให้ดูความสดของปลาเป็นหลัก โดยสังเกตง่ายๆเนื้อปลาที่สด จะมีเนื้อเด็ง ไม่ยุ่ย ไม่เฉา เขียว ไม่มีกลิ่นเหม็น คาว แนะนำให้ซื้อแบบฟิตที่เนื้อปลาเย็นจนแข็งจะดีกว่า เพราะบางห้างชอบเอาออกจากฟิตมาแพ็คขาย เมื่อเนื้อปลาสัมผัสอากาศหรือวางแผ่ขาย หากผ่านไปนานอาจทำให้ความสดและรสชาติอร่อยก็จะค่อยๆลดลง หากใครไม่มีเวลาและชื่นชอบปลาดิบ แนะนำให้ไปนั่งรับประทานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเพราะง่ายและสะดวกดี ที่ร้านจะคัดเลือกได้ค่อนข้างสด โดยเฉพาะร้านที่มีคนเข้ามาใช้บริการมาก และปลาดิบก็จัดเป็นเมนูเอกของร้านที่ใครมาต้องสั่ง รับรองว่าคุณจะได้รับประทานปลาดิบที่สดแน่นอน และบางร้านที่มีการแล่ให้เห็นยิ่งสามารถตัดสินได้ง่ายขึ้น ให้สังเกตดูที่เนื้อปลา หากมาเป็นตัวให้ดูตาและหนังปลาจะต้องไม่มีเมือก หรือกลิ่นคาวคละคลุ้ง และควรสังเกตความสะอาดของร้าน อุปกรณ์ในการแล่ และสุขอนามัยของผู้แล่ แค่นี้ก็สามารถทานเนื้อปลาดิบได้อย่างปลอดภัย

ซูชิอาหารยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น

คุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า วัฒนธรรมที่สามารถเข้าแทรกแซงทุกสังคมได้ง่ายที่สุดคือ วัฒนธรรมทางด้านอาหาร ซึ่งประเทศของเรารับเอาวัฒนธรรมทางด้านอาหารจากต่างประเทศมาพอสมควร จนกระทั่งอาหารต่างชาติกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และถ้าหากพูดถึงอาหารญี่ปุ่นสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงก็คือ “ซูชิ” หรือข้าวปั้นที่มีหน้าต่างๆ แม้แต่เด็กเล็กๆก็รู้จัก มีขายตั้งแต่ระดับตลาดล่างชิ้นไม่กี่บาทไปจนถึงภัตรคารชิ้นละหลักพัน

“ซูชิ” หรือข้าวที่ประกอบไปด้วยเนื้อปลาสด อาหารทะเล หรือสาหร่ายทะเล โดยข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของการถนอมอาหารของคนญี่ปุ่น นิยมเพิ่มรสชาติด้วยซอสถั่วเหลืองและวาซาบิทานคู่กับขิงดอง และหัวไชเท้าหั่นฝอย

จากนั้นซูชิก็ถูกพัฒนาให้มีรูปทรง และใช้วัตถุดิบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “นิงิริซูชิ” เป็นที่นิยมมากที่สุด มีลักษณะข้าวก้อนรูปวงรีวางด้วยเนื้อปลาดิบหรืออาหารทะเล “มากิซูชิ” ซูชิรูปทรงกระบอกม้วนยาว ตัดพอดีคำ “อินะริซูชิ” เป็นเต้าหู้แผ่นยัดไส้ซูชิเข้าไป มีรสชาติที่หวาน “ชิราชิซูชิ” เป็นแบบตักข้าวใส่ถ้วยแล้ววางเนื้อปลาหรืออาหารทะเลหั่นพอดีคำลงไปบนข้าว “โอชิซูชิ” การนำข้าวมาใส่ในพิมพ์สี่เหลี่ยมแล้วกดออกมาและวางเนื้อปลาลงไปบนข้าวหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ “สุงะตะซูชิ” การนำเอาปลาทั้งตัวที่ควักเครื่องในแล้วทำความสะอาด หั่นเป็นแว่นๆแล้วนำมาวางบนข้าว และ “นาเระซูชิ” หรือปลาส้มนั่นเอง

เมื่อคนญี่ปุ่นไปอยู่ต่างแดนก็นำเอาวัฒนธรรมการทานซูชิเข้าไปด้วย และด้วยซูชิเป็นอาหารที่รับประทานง่าย สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัยและดีต่อสุขภาพ ทำให้ความนิยมในการรับประทานซูชิเพิ่มขึ้นและมีการพัฒนาซูชิหน้าต่างๆเรื่อยมา เพื่อเชื้อเชิญคนมาบริโภคซูชิ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

ในยุคปัจจุบันการหาซูชิทานนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก และสามารถหาทานได้ 24 ชั่วโมง เพียงแค่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ หรือซุปเปอร์มาเก๊ตใกล้บ้านจะมีซูชิสำเร็จหน้าต่างๆขายอยู่ แต่รสชาติก็ไม่สามารถสู้ซูชิที่พึ่งทำออกมาสดใหม่ได้ เพราะเสน่ห์ของซูชิไม่ได้อยู่ที่ข้าวหนึ่งก้อนกับเนื้อปลาดิบ หรือหน้าต่างๆเท่านั้น แต่ซูชินั้นมีความพิถีพิถันในการทำ และความสดใหม่ของวัตถุดิบ นอกจากนี้หากศึกษาให้ลึกซึ้งแล้วยังมีรูปแบบของการรับประทานและการสื่อความหมายด้วยตะเกียบที่คีบซูชิเข้าปากด้วย จึงไม่แปลกใจที่ทำไมคนส่วนใหญ่ยังยอมจ่ายเงินแพงๆเพื่อที่จะลิ้มรสชาติที่แท้จริงในร้านอาหารญี่ปุ่น

ข้าวญี่ปุ่น กับ ข้าวไทย แตกต่างกันอย่างไร

ข้าว” เป็นอาหารที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภคในภูมิภาคเอเชีย และถือเป็นสินค้าหลักที่หลายประเทศนำเข้าและส่งออก ซึ่งจะกล่าวถึงข้าว 2 สายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ “ข้าวญี่ปุ่น” กับ “ข้าวไทย” ด้วยสายพันธุ์ และภูมิอากาศของแต่ละประเทศเป็นตัวกำหนด ทำให้ข้าวแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและรสชาติที่แตกต่างกัน

“ข้าวญี่ปุ่น” มีลักษณะอวบอ้วนสั้น เวลานำไปหุงต้องซาวน้ำหลายที เนื่องจากข้าวญี่ปุ่นมียางมาก สังเกตได้จากน้ำซาวข้าวที่ขาวและข้น ต้องซาวน้ำหลายทีก่อนนำไปหุง หากนึกถึงเมนูเด็ดของข้าวญี่ปุ่นแล้วคงหนีไม่พ้นพวกซูชิ ข้าวปั้น และข้าวหน้าต่างๆ เช่น ปลาไหล เทมปุระ หมูทอด เป็นต้น รสชาติของข้าวญี่ปุ่นมีความนึบนุ่มเวลาเคี้ยว และสามารถใช้ตะเกียบคีบได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับข้าวไทย

ส่วนข้าวไทยมีหลายประเภทด้วยกัน แต่ที่รู้จักและนิยมบริโภคมากคือ “ข้าวหอมมะลิ” เมล็ดข้าวมีลักษณะเรียวยาว เมื่อนำมาหุงให้สุกจะมีความหอมกรุ่นกว่าข้าวญี่ปุ่น และมีความนุ่มสามารถทานได้ในปริมาณที่มากต่างจากข้าวญี่ปุ่นที่ทานข้าวไปแค่ครึ่งชามก็รู้สึกอิ่มมาก หากนำข้าวหอมมะลิไทยไปทานร่วมกับเมนูไหนก็อร่อยทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าเมนูนั้นข้าวไทยไม่สามารถแทนข้าวญี่ปุ่นได้จริงๆ

เมนูที่ข้าวไทยไม่สามารถแทนข้าวญี่ปุ่นได้ก็คือ เมนูพวก “ข้าวปั้น” และ “ซูชิ” นั่นเอง เพราะข้าวหอมมะลิไทยไม่สามารถปั้นและขึ้นรูปได้อย่างข้าวญี่ปุ่น หากจะใช้ข้าวเหนียวไทยแทนข้าวญี่ปุ่นก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะข้าวเหนียวไทยเมื่อสัมผัสอากาศได้ไม่นานผิวข้าวก็จะเริ่มแห้งและแข็ง จะมีประโยชน์อะไรหากปลาหรือวัตถุดิบที่จะวางไว้บนซูชิคัดสรรค์มาอย่างดี แต่เมื่อรับประทานเข้าไปกับพบว่าเจอข้าวที่แห้งและแข็ง ผู้รับประทานคงมีอารมณ์หงุดหงิดไม่น้อย

จากเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของข้าวทั้งสองประเภททั้ง “ข้าวญี่ปุ่น” และ “ข้าวไทย” แม้ว่าจะมีความพยายามนำข้าวบางชนิดมาทดแทนกันในเมนูต่างๆได้ แต่ก็คงอร่อยสู้ความคุ้นชินที่มนุษย์มีอยู่ไม่ อย่างเช่น แม้จะสามารถใช้ข้าวหอมมะลิมาทำซูชิ หรือข้าวปั้นได้ แต่คงไม่อร่อยเท่าข้าวญี่ปุ่น และแม้จะทานข้าวญี่ปุ่นคู่กับต้มยำกุ้ง และต้มข่าไก่ ได้ก็คงไม่อร่อยเท่าข้าวหอมมะลิไทย

อย่างไรก็ตามจากความคุ้นชิน หรือวัฒนธรรมในการรับประทาน จึงทำให้การปรุงอาหารแต่ละเมนูเหมาะที่จะใช้หรือทานคู่กับข้าวแต่ละชนิด ดังนั้นอาหารญี่ปุ่นยังคงใช้ข้าวญี่ปุ่นเป็นองค์ประกอบฉันใด อาหารไทยก็ยังคงต้องทานคู่กับข้าวหอมมะลิไทยฉันนั้น

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อได้รับความนิยมในประเทศไทย

สิ้นเดือนแล้วหลายคนคงอยากหาอะไรอร่อยๆทาน หรือเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความเหนื่อยล้าตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา การหาร้านอาหารดีดีสักร้าน ที่นานนานทานทีก็เป็นการให้รางวัลตัวเองได้เช่นกัน สำหรับใครที่ชื่นชอบอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบเลือกตามใจแบบเมนู และกินแบบจุใจแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ถ้าใครยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปร้านไหน จึงขอเสนอร้านอาหารญี่ปุ่น ที่หาพบได้ไม่ยาก ดังนี้

1.ฟูจิ ที่มีสัญลักษณ์ความอร่อยเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ เมนูมีให้เลือกหลากหลาย แต่ถ้าไม่รู้จะเลือกทานอะไรแนะนำอาหารชุดหรือเป็นแซต เพราะคุ้มแน่นอน อย่างเมนู “ปลาดิบชุดอย่างดี” ที่มีทั้งปลาทูน่า ปลาโอ และเซลม่อนตามด้วยผองเพื่อนอย่างปูอัด ปลาหมึก เป็นต้น ที่จัดวางแบบลงเรือมาลำเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี “ชุดอาหารกล่องพิเศษปลาดิบ” “ชุดข้าวห่อสาหร่ายรวม” หรือถ้าชอบแบบยำแซ่บๆก็มีอย่าง “ยำปลาเซลมอน” “สลัดปลาทูน่า” ซึ่งร้านฟูจิมีเมนูให้เลือกเยอะมาก หากไม่มีธงว่าจะกินอะไรก่อนไป มีหวังเลือกไม่เสร็จสักที

2.ซูกิชิ บุฟเฟ่ต์ สำหรับคนที่ชอบเมนูจิ้มจุ่ม และรายการอาหารที่เลือกหลากหลาย ทานคุ้มในราคาเดียวเหมาจ่ายต้องยกให้ร้านนี้ ซูกิชิ บุฟเฟ่ต์ เป็นร้านบุปเฟ่ต์ที่ไม่ต้องไปเดินเลือกวัตถุดิบมาใส่ในหม้อ แต่วัตถุดิบจะถูกลำเลียงมาตามสายพาน และสามารถเลือกหยิบในสิ่งที่อยากทาน มาลงในหม้อของตนได้เลย พระเอกของร้านนี้ คือ “หมูคุโรบูตะ” หากใครไม่ได้ทานก็คงมาไม่ถึง ด้วยความสดของเนื้อหมูและขนาดชิ้นหมูที่บางพอดี เมื่อสัมผัสน้ำซุปร้อนๆผ่านไปไม่กี่วินาที ก็ยกขึ้นจิ้มกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้านได้เลย แต่ถ้าอยากจะทานเมนูอื่นๆด้วยทางร้านก็มีให้เลือกเช่นกัน อย่างซูชิ ข้าวปั้น ข้าวผัดกระเทียม ปลาซาบะนึ่งซีอิ้ว ปลาซาบะย่าง ปูอัด ยำสาหร่าย เป็นต้น

3.มิยาบิ สำหรับใครที่ชอบบุฟเฟ่ต์แบบปิ้งย่าง ถ้ามาร้านนี้จะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน มีทั้งเนื้อ หมู ไก่ ปลา กุ้ง หมึก เห็ดและผักต่างๆที่รอเรามาปิ้งย่าง นอกจากนี้ยังมีรายการแปลกๆใหม่ๆประจำร้านให้เราได้ลิ้มลอง อาทิ เนื้อบริสเก็ต เนื้อหมักมิโซะ เนื้อแกะนิวซีแลนด์ เป็นต้น และมีเมนูทานเล่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซูชิ หรือข้าวปั้นหน้าต่างๆ ยำสาหร่าย ซุปมิโซะ เทมปุระ ขนมครกญี่ปุ่น เลือกทานให้คุ้มๆเลย

4.โออิชิ บุฟเฟ่ต์ อิ่มคุ้มในราคาเดียว ทั้งเมนูอาหารญี่ปุ่น และเมนูอาหารนานาชาติ ทั้ง ซูชิ ซาชิมิ สุกี้ญี่ปุ่น พิซซ่าญี่ปุ่น เมนูสเต็ก เมนูย่างต่างๆ บางเมนูเราสามารถที่จะเลือกว่าจะทานหรือไม่ทานอะไร จะมีเชฟทำให้ใหม่แบบร้อนๆ และบริการเสริ์ฟถึงโต๊ะเลย

แนะเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุดในประเทศไทย

อาหารเป็นดัชนีชี้วัดความสุขประเภทหนึ่งที่สะท้อนถึงความอันมีจะกิน หรือความล่ำซำของบุคคลนั้นได้ โดยเฉพาะอาหารสากล จำพวกอาหารฟิวชัน ชิ้นเล็กๆเน้นหน้าตาหรือศิลปะการตกแต่ง โดยเฉพาะ“อาหารญี่ปุ่น” ที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูดี ทันสมัย หรูแบบมีระดับ และเป็นหนึ่งในรายการอาหารที่คนไทยชอบและนิยมรับประทาน ซึ่ง 5 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยม เป็นที่รู้จัก และเลือกรับประทานจากคนไทย มีดังนี้
1. “ซูชิ” เนื้อปลาหรืออาหารทะเลที่วางอยู่บนข้าวปั้นเล็กๆ ถือเป็นอาหารจานด่วนที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความพิถีพิถันทุกขั้นตอนของการทำ เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสรรวัตถุดิบ มีให้เลือกหลากหลาย หน้าซูชิที่นิยมได้แก่ ปลาทูน่า ปลาเซลมอน ปลาไหล ไข่หวาน ปูอัด ปลาหมึก และห่อสาหร่าย เป็นต้น นอกจากหน้าตาสวยงามแล้ว ซูชิยังมีการตกแต่ง และประดับประดาจานสไตล์ญี่ปุ่นอย่างสวยงามบ่งบอกถึงรสนิยมของคนรับประทานได้เป็นอย่างดี ส่วนการรับประทานจะเลือกใช้ตะเกียบหรือมือก็ได้แล้วแต่จะถนัด โดยทานพร้อมกับวาซาบิกับซอสโชยุ หรือซอสถั่วเหลือง พร้อมผักแกล้มแก้เลี่ยนอย่างขิงดองหรือหัวไชเท้าหั่นฝอย
2. “ราเมน” สำหรับคนชอบทานเส้น เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดี ด้วยรสชาติน้ำซุปที่กลมกล่อมโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะใช้วัตถุดิบที่ดีและใช้เวลาเคี่ยวน้ำซุปพอสมควร เสริ์ฟความอร่อยที่มาพร้อมกับเนื้อวัว หรือเนื้อหมู เทมปุระ หรือแม้แต่ไข่ต้มยางมะตูม อร่อยจนต้องซดน้ำซุปจนหมด
3. “ยากิโซบะ” เป็นอีกหนึ่งเมนูเส้นที่นำมาผัดกับผักและเนื้อสัตว์ ด้วยตัวเส้นมีขนาดที่ใหญ่ หนา เหนียวนุ่ม ปรุงด้วยซอสสูตรเฉพาะที่ราดลงไปตอนผัด มีเอกลักษณ์เฉพาะทำให้เมนูนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่หลายคนติดอกติดใจ
4. “เก๊ยวซ่า” แป้งบางเบาห่อหุ้มไส้หลากหลายแต่ที่นิยมกันคือไส้หมูกับกระหล่ำปลี ที่บรรจงในการห่อ และลงไปทอด ทานร้อนๆกับซอสถั่วเหลืองทำให้เมนูจานนี้ทุกคนต่างก็ติดใจ
5. “ทาโก๊ะยากิ” ขนมหรืออาหารทานเล่น ที่อร่อยเต็มๆคำ เพราะแค่ไม่กี่ชิ้นก็สามารถทำให้คุณอิ่มได้ จัดว่าเป็นออเดริ์ฟคำใหญ่ และหนักท้องพอสมควร ด้วยแป้งที่ห่อหุ้มชิ้นปลาหมึก ย่างไปมาส่งกลิ่นหอมเย้ายวน ราดด้วยซอสและปลาป่นแห้ง ทานตอนร้อนอร่อยจนรู้ตัวอีกทีก็อิ่มแล้ว
เหตุผลที่อาหารญี่ปุ่นทั้ง 5 เมนูนี้ยังคงครองใจของใครหลายๆคน เพราะหาทานง่าย เข้ากับวิถีที่เร่งรีบของคนไทย และความสดของวัตถุดิบ รสชาติ ภาพลักษณ์ และความใส่ใจในการปรุงรสที่ผู้ทานสัมผัสได้นั่นเอง